สธ. เผยคนไทยอายุ 35 ปีขึ้นไปร้อยละ 90 ต้องได้รับการตรวจคัดกรองโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูง
สาธารณสุขเผยคนไทยอายุ 35 ปีขึ้นไป ร้อยละ 90 ต้องได้รับการตรวจสุขภาพและคัดกรองโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูง แนะประชาชนปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกิน ลดหวาน มัน เค็ม เพิ่มการเคลื่อนไหวออกแรง และออกกำลังกาย โดยเดินให้มากขึ้นวันละ 2,000 ก้าว หรือเดินอย่างน้อยวันละ 30 นาที หรือออกแรง/ออกกำลังอย่างอื่นที่หนักพอกัน สามารถป้องกันการเป็นเบาหวานได้ วันนี้(11 กรกฎาคม 2554) ที่โรงแรมวังคำ จ.เชียงราย นายแพทย์ชำนาญ หาญสุทธิเวชกุล นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดเชียงราย เปิดฝึกอบรมบุคลากรในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล(รพ.สต.) เขต 16 เรื่อง การให้ความรู้เพื่อจัดการตนเองของผู้ป่วยเบาหวานและความดันโลหิตสูง ในโครงการสนองน้ำพระราชหฤทัยในหลวง ทรงห่วงใยสุขภาพประชาชน เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสที่จะทรงเจริญพระชนมพรรษา 84 พรรษา 5 ธันวาคม 2554 โดยมีพยาบาล นักวิชาการที่ปฏิบัติงานใน รพ.สต. ในพื้นที่จ.น่าน พะเยา แพร่และเชียงรายเข้ารับการฝึกอบรมกว่า 120 คน เพื่อพัฒนาศักยภาพให้สามารถพัฒนางานด้านสร้างเสริมสุขภาพ การป้องกัน ควบคุมและดูแลรักษาโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูงในพื้นที่ ตลอดจนเป็นแม่ข่ายหรือแกนนำในการพัฒนาหมู่บ้าน/ชุมชนต้นแบบ ในการจัดการตนเองเพื่อลดปัญหาโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูง การอบรมในครั้งนี้ได้รับเกียรติจาก ผศ.นพ.สมเกียรติ แสงวัฒนาโรจน์ ผู้เชี่ยวชาญโรคหัวใจและหลอดเลือด คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทีมแพทย์ พยาบาล จากรพ.เชียงรายประชานุเคราะห์ รพ.โอเวอร์บรุ๊ค รพ.เวียงป่าเป้า รพ.ป่าแดด และรพ.สมเด็จพระญาณสังวร เป็นวิทยากร นายแพทย์ชำนาญกล่าวว่า สถานการณ์ของโรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่สำคัญของเชียงรายมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น เมื่อเปรียบเทียบกัน โดยพบโรคความดันโลหิตสูงในปี 2551 มีอัตราเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล 1,324 ต่อประชากรแสนคน และในปี 2552 เพิ่มเป็น 2,692 ต่อประชากรแสนคน สำหรับโรคเบาหวานในปี 2551 มีอัตราการเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล 698 ต่อประชากรแสนคน และในปี 2552 เพิ่มเป็น 1,368 ต่อประชากรแสนคน กระทรวงฯได้กำหนดเป้าหมายความสำเร็จของการดำเนินงานที่จะถวายเป็นพระราชกุศลในโอกาสสำคัญนี้คือ การลดปัญหาโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงในกลุ่มคนไทยอายุ 35 ปีขึ้นไป โดยไม่น้อยกว่าร้อยละ 90 ต้องได้รับการตรวจสุขภาพและคัดกรองโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูง และได้รับการขึ้นทะเบียนกลุ่มเสี่ยง กลุ่มป่วย และกลุ่มป่วยที่มีภาวะแทรกซ้อน เพื่อการดูแลทั้งในระดับรายบุคคลและกลุ่มบุคคลที่เหมาะสม กลุ่มเสี่ยงจะได้รับความรู้ในการดูแลตนเองหรือปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพเพื่อไม่ให้ป่วย โดยมีเป้าหมายที่กลุ่มเสี่ยงสูงต่อเบาหวาน ป่วยเป็นโรคเบาหวานไม่เกินร้อยละ 5 สำหรับกลุ่มป่วยและกลุ่มป่วยที่มีภาวะแทรกซ้อนจะได้รับการดูแลรักษาที่มีคุณภาพมาตรฐาน ควบคู่ไปกับกลวิธีของคนไทยไร้พุงเพื่อการควบคุมโรคที่ดี และไม่ให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง นายแพทย์ชำนาญกล่าวต่อไปว่า ในส่วนของการดูแลเป็นกลุ่ม มีเป้าหมายคือ การพัฒนาหมู่บ้าน/ชุมชนต้นแบบให้เป็นหมู่บ้าน/ชุมชนที่สามารถจัดการตนเองในการลดปัญหาโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูง และดูแลประชาชนในพื้นที่ได้ โดยมีรพ.สต.เป็นแม่ข่ายหรือแกนนำในการพัฒนาหมู่บ้าน/ชุมชนตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด โดยมีเป้าหมายการพัฒนาอย่างน้อย ๑ หมู่บ้าน/ชุมชน ต่อ ๑ รพ.สต. ข้อมูลจากงานวิจัยสรุปว่า ถ้าเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการกิน และเพิ่มระดับการเคลื่อนไหวออกแรงและออกกำลังกาย สามารถป้องกันการเกิดเบาหวานได้ จึงแนะนำให้ป้องกันน้ำหนักเพิ่มและลดน้ำหนักด้วยการสร้างสมดุลระหว่างการกินอาหารกับการเคลื่อนไหวออกแรงและออกกำลังกาย ด้วยการเปลี่ยนแปลง 2 เรื่องง่ายๆคือ เดินให้มากขึ้นวันละ 2,000 ก้าว หรือเพิ่มเวลาเดินให้มากขึ้นจนได้อย่างน้อยวันละ 30 นาที หรือออกแรง/ออกกำลังอย่างอื่นที่หนักพอกัน และกินอย่างฉลาด ลดหวาน มัน เค็ม นายแพทย์ชำนาญกล่าว
ดาวน์โหลดเอกสาร