เคล็ดลับ ใส่ใจ 3 อ. บอกลา 2 ส. ต้านโรคเบาหวาน
นายแพทย์ชำนาญ หาญสุทธิเวชกุล นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดเชียงราย เปิดเผยว่า 14 พฤศจิกายน ของทุกปีองค์การอนามัยโลกและสหพันธ์เบาหวานนานาชาติได้กำหนดให้เป็นวันเบาหวานโลก ในปีนี้กระทรวงสาธารณสุขและสมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทย กำหนดคำขวัญว่า รวมพลัง ลดเสี่ยง เลี่ยงเบาหวาน เพื่อสร้างกระแสตื่นตัวให้ประชาชนและกลุ่มเสี่ยง ตระหนักถึงภัยคุกคามจากโรคเบาหวาน ส่งเสริมให้มีความรู้ ความเข้าใจถึงสัญญาณเตือนและปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคเบาหวาน ตลอดจนส่งเสริมให้ผู้ป่วยโรคเบาหวาน มีความรู้ในการดูแลตนเอง เพื่อป้องกันหรือชะลอการเกิดโรคแทรกซ้อนของโรคเบาหวานได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม นายแพทย์ชำนาญกล่าวต่อไปว่า จากข้อมูลการคัดกรองโรคเบาหวานในโครงการสนองน้ำพระราชหฤทัยในหลวง ห่วงใยสุขภาพประชาชนฯปี 2554 ในกลุ่มอายุ 35 ปีขึ้นไปทั่วประเทศ 18,943,581 คน พบผู้เป็นโรคเบาหวาน 1,581,857 คน มีภาวะแทรกซ้อน 277,020 คนคิดเป็นร้อยละ 18 มีภาวะแทรกซ้อนที่ตาร้อยละ 23 ไตร้อยละ 25 เท้าร้อยละ 17 หัวใจร้อยละ 10 สมองร้อยละ 10 และอวัยวะอื่นๆร้อยละ 21 โรคเบาหวานเป็นภาวะที่ร่างกายมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติ เกิดจากการขาดฮอร์โมนอินซูลิน หรือประสิทธิภาพของอินซูลินลดลงเนื่องจากภาวะดื้อต่ออินซูลิน ทำให้น้ำตาลในเลือดสูงขึ้นอยู่เป็นเวลานาน จะเกิดโรคแทรกซ้อนต่ออวัยวะต่างๆ เช่น ตา ไต และระบบประสาท เบาหวานเป็นโรคเรื้อรังไม่สามารถรักษาให้หายขาด แต่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดและปัสสาวะให้เป็นปกติได้ ผู้ป่วยต้องร่วมมือกับแพทย์ในการรักษาอย่างต่อเนื่อง ดูแลตนเองไม่ให้ป่วยจากโรคอื่น ร่างกายก็จะแข็งแรงเหมือนคนทั่วไป นายแพทย์ชำนาญกล่าวอีกว่า ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เป็นโรคเบาหวาน ได้แก่ ความอ้วน ความดันโลหิตสูง ความผิดปกติของไขมันในเลือด ขาดการออกกำลังกาย และจากการใช้ยาบางชนิด ผู้เป็นโรคเบาหวานจะมีอาการ ดังนี้ ปัสสาวะบ่อยอาจมีมดตอม หิวน้ำบ่อย กินบ่อย หิวบ่อยแต่น้ำหนักจะลดลง เนื่องจากร่างกายไม่สามารถใช้น้ำตาลจึงใช้พลังงานจากการสลายไขมันและโปรตีนจากกล้ามเนื้อ คันตามผิวหนัง ติดเชื้อราโดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณช่องคลอดผู้หญิง เห็นภาพไม่ชัด ตาพร่ามัว ชา ไม่มีความรู้สึก หย่อนสมรรถภาพทางเพศ หากมีน้ำตาลสูงนานๆทำให้เส้นประสาทเสื่อมเกิดแผลที่เท้าได้ง่าย เพื่อป้องกันไม่ให้เป็นโรคเบาหวาน ประชาชนควรปฏิบัติตัวดังนี้ เลือกรับประทานอาหารที่มีรสไม่หวาน มันน้อยและเค็มน้อย ชิมก่อนเติมเครื่องปรุง เพิ่มผักหลากสี ผลไม้สดไม่หวาน อาหารมังสวิรัติอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 มื้อ ออกกำลังกายอย่างน้อยวันละ 30 นาที 5 วันต่อสัปดาห์ เดินให้มากขึ้น เคลื่อนไหวร่างกายให้กระฉับกระเฉง อารมณ์ ทำจิตใจให้ผ่อนคลาย จัดการความเครียดอย่างเหมาะสม เลิกสูบบุหรี่และหลีกเลี่ยงควันบุหรี่จากผู้อื่น ลดหรือเลิกการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ สำหรับผู้ที่มีอายุ 35 ปีขึ้นไปควรไปตรวจสุขภาพปีละ 1 ครั้ง และควรทราบตัวเลขที่ประเมินความเสี่ยงของตัวเอง ได้แก่ ค่าความดันโลหิต รอบเอว น้ำตาลในเลือด ไขมันในเลือด เพื่อใช้วางแผนในการดูแลตนเองที่เหมาะสม
ดาวน์โหลดเอกสาร